โอกาสและความท้าทายของผลิตภัณฑ์สปาไทยในตลาดยุโรป

โอกาสและความท้าทายของผลิตภัณฑ์สปาไทยในตลาดยุโรป
ธุรกิจสปาของไทยในปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัวถึง 8% สูงกว่าระดับค่าเฉลี่ยทั่วโลก ติดอันดับTop 5 ในเอเชียรองจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่มีอัตราเติบโตมากในช่วง 1-3 ปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่ากว่า 27 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สปาไทยขยายตัวไปพร้อม ๆ กัน โดยคาดว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สปาจะเติบโต 12%ซึ่งครอบคลุมทั้งบริการบริหารจัดการสปา ผลิตภัณฑ์สปา และอื่น ๆ
โอกาสจากกระแส “เพื่อสุขภาพ”และการขยายตัวของกลุ่มผู้บริโภคชนชั้นกลาง
เนื่องจากกระแสผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ให้ความสําคัญกับสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ เทรนด์การเลือกซื้อสินค้าและเครื่องใช้ปลอดสารเคมี หรือการที่ผู้บริโภคหาวิธีผ่อนคลายความเครียดจากงาน อีกทั้งปัจจุบันกลุ่มผู้บริโภคชนชั้นกลางมีจํานวนเพิ่มมากขึ้นทั่วโลกทะลุ 3 ล้านล้านคน ซึ่งหมายถึงผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวมีเงินเหลือเพื่อใช้สอยในสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มมากขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ธุรกิจสปาและสุขภาพติดโผ 1 ใน 5 อันดับธุรกิจดาวเด่นจากศูนย์พยากรณ์ เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รวมถึงธุรกิจบริการการดูแลสุขภาพจากภายในถึงภายนอก เช่น ธุรกิจเสริมความงาม และธุรกิจสปาและนวดไทย เป็นต้น
ในฉบับนี้ ทีมงานthaieurope.net จึงขอนําเสนอความคิดสร้างสรรค์ของผลิตภัณฑ์สปาจาก ธรรมชาติจากฝรั่งเศส และมุมมองจากหนึ่งในผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สปาไทยที่ประสบความสําเร็จในการตีตลาดต่างประเทศ รวมถึงผู้นําเข้าผลิตภัณฑ์สปาไทยในเบลเยียมซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการเจาะตลาด e-Commerce ในยุโรป เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ตลอดจนมุมมองเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ
“คิดนอกกรอบ” เปลี่ยนขยะให้เป็นผลิตภัณฑ์สปาจากธรรมชาติ
อย่างที่ทราบกันดี กระแสผู้บริโภคสายธรรมชาติ 100% และผู้บริโภครักษ์โลกในยุโรปนั้นเป็นมากกว่า กระแสชั่วครั้งคราว เพราะชาวยุโรปได้ปรับเปลี่ยนนิสัยการบริโภคตั้งแต่การเลิกใช้ถุงพลาสติก การเลือกซื้อสินค้าปลอดสารพิษและสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสินค้าที่ใช้ประจําวันก็เช่นกัน
ยกกรณีบริษัทสัญชาติฝรั่งเศสจากเมือง Bordeaux เป็นตัวอย่าง บริษัท Caudalie ประสบ ความสําเร็จในการสร้างแบรนด์ออร์แกนิคที่โด่งดังจากการนํากากองุ่น (pomace) ที่เหลือจากการผลิตไวน์มา ใช้ในการผลิตเครื่องสําอางและผลิตภันฑ์สปา เป็นการUpcycle กากองุ่นที่มีเหลือจํานวนมากจาก อุตสาหกรรมผลิตไวน์ชั้นนําของโลก โดยในการผลิตไวน์ 1ขวดจะได้กากองุ่นถึงครึ่งขวด ดังนั้นในเขต Bordeaux ซึ่งผลิตไวน์กว่า 500 ล้านขวดต่อปี จึงมีกากองุ่นเหลือกว่า 250 ล้านขวด โดยในอดีตกากองุ่น เหล่านี้จะถูกนําไปทําปุ๋ยเท่านั้น แต่ด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่สามารถนําเมล็ดองุ่นมาสกัดเป็นน้ำมันซึ่งมีสาร antioxidant สูงจึงมีการนําไปผลิตเป็นเครื่องสําอาง ผลิตภันฑ์สปา และอาหารอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งเป็นการตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนของอียูโดยการใช้ทุกส่วนขององุ่นให้คุ้มค่า
อย่างไทยที่มีชื่อเสียงเรื่องการผลิตผ้าไหม ก็ได้เริ่มมีการ Upcycleวัสดุเหลือทิ้งมูลค่าสูงจากรังไหม แล้ว ซึ่งกาวจากรังไหมหรือเซอร์ริซิน (Sericin) โปรตีนธรรมชาติที่สกัดได้จากเส้นไหม/รังไหมนี้ ทั้งให้ความชุ่มขึ้น อุดมไปด้วยกรดอะมิโน18 ชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอยและลดการอักเสบจากสิว ซึ่งเหมาะกับการนํามาพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์สปาและเครื่องสําอางจากธรรมชาติได้ ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารเซอร์ริซินมากขึ้น แต่ถึงสินค้าจะมีสรรพคุณจากธรรมชาติมากมาย การจะประสบความสําเร็จได้ยังขึ้นอยู่กับการสร้างแบรนต์และการได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพด้วย
ประสบการณ์การสร้างแบรนด์สปาไทย จากก้นครัวสู่ธุรกิจ 500 ล้าน
คุณวุฒิชัย หาญพานิช เจ้าของบริษัท HARNN Global จํากัด ผู้คร่ำหวอดในวงการผลิตภัณฑ์สปาไทยกว่า 20 ปี จากการลงมือทดลองทําสูตรสบู่จากน้ำมันรําข้าวซึ่งมีวิตามินอีธรรมชาติ โดยเริ่มจากการทดลองในห้องครัวที่บ้าน ปัจจุบันสามารถขยายสาขากว่า121 ร้านใน 17 ประเทศ ซึ่งจุดเด่นของบริษัทคือการสร้างจุดยืนแบรนด์ที่ชัดเจน กล่าวคือ มีความหรูร่วมสมัยควบคู่ไปกับกลิ่นอายแบบเอเชีย ซึ่งทําให้มีความต่างจากแบรนด์ทางยุโรปและอเมริกา โดยถือว่าการทําแบรนดิ้งเป็นหัวใจสําคัญของความสําเร็จก็ว่าได้
พันธุ์พืชไทย = พระเอกของผลิตภัณฑ์สปา
คุณวุฒิชัยฯ กล่าวถึงการนําพันธุ์พืชจากเอเชียที่มีกลิ่นอโรมาและคุณสมบัติที่เฉพาะตัว เช่น สารออกฤทธิ์จากธรรมชาติมาใช้แทนสารเคมีสังเคราะห์ในผลิตภัณฑ์สปา รวมถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สะดุดตา จึงทําให้ลูกค้าติดใจในแบรนด์มากขึ้น
ความท้าทายของผลิตภัณฑ์สปาไทยในตลาดยุโรป
1) การปฏิบัติตามกฎระเบียบของอียู เนื่องจากผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สปาไทยต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเครื่องสําอางของอียู (Regulation (EC) No 1223/2009 of the European Parliament and of the Council of 30 November 2009 on Cosmetic products) ซึ่งประเทศสมาชิกอียูจะต้องปฏิบัติตามภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสําอางที่วางจําหน่ายในอียูปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลาพอสมควร และอาจต้องเสียเงินจ้างที่ปรึกษาเพื่อยื่นเอกสารอีกด้วย
กฎระเบียบฉบับนี้ ระบุให้ผู้ประกอบการกําหนด “ผู้รับผิดชอบ”และเพื่อเป็นการประหยัดเวลา สามารถแจ้งข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ประสงค์จะวางจําหน่ายในอียูผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ หลังจากนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบอาจสุ่มตรวจสอบผลิตภัณฑ์ว่าตรงตามที่ได้ลงทะเบียนไว้หรือไม่ นอกจากนี้สินค้ายังต้องผ่านการตรวจสอบวิเคราะห์เกี่ยวกับความปลอดภัย (Safety assessment) โดยห้องทดลองปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน และเภสัชกรหรือนายแพทย์ที่ได้รับการจดทะเบียนรับรอง ตลอดจนยังต้องปฏิบัติตามรายละเอียดข้อกําหนดอื่น ๆ เช่น ข้อปฏิบัติในการติดฉลากสินค้า
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อม คอยติดตามอัพเดตรายชื่อสารเคมีต้องห้ามในเครื่องสําอาง ที่มีกว่า 700 รายการ และศึกษากฎระเบียบใหม่นี้อย่างถี่ถ้วนเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียโอกาสทางการค้าในอียู
2) มาตรฐานคุณภาพของสินค้าและการสื่อสาร ปัญหาที่ผู้นําเข้าสินค้าจากไทยต้องการหลีกเลี่ยง คือ มาตรฐานสินค้าที่ไม่คงที่ บ่อยครั้งสินค้าไม่ได้ มาตรฐานเหมือนกับการสั่งซื้อครั้งก่อน ๆ และการสื่อสารที่ยังขาดประสิทธิภาพ เช่น การระบุเลข SKU ของ สินค้า ขนาดของสินค้า ส่วนประกอบของสินค้า สีของสินค้า เป็นต้น
ซึ่งในประเด็นนี้นายChristophe Van de Vorst ชาวเบลเยี่ยมที่หลงใหลในศาสตร์การนวดแผนไทย และเป็นผู้บุกเบิกการนําเข้าผลิตภัณฑ์สปาไทยPurethai.be โดยเน้นตลาด e-commerce ในยุโรป มองว่า “หากผู้ประกอบการไทยจัดทําแคตตาล็อกในการนําเสนอสินค้าโดยมีรายละเอียดสินค้าต่าง ๆ จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นขนาดกลางและเล็กที่ยังไม่ได้ลงทุนกับการนําเสนอสินค้าให้แก่ลูกค้าต่างชาติ”
นอกจากนี้ การสื่อสารต่างภาษาก็เป็นอีกกําแพงในการเจรจาธุรกิจ เพราะยุโรปให้ความสําคัญกับ หลักการ transparency & traceability คือ ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะทราบว่าสินค้ามีส่วนผสมอะไรบ้าง จากไหน อย่างไร ซึ่งผู้ประกอบการไทยยังไม่สามารถสื่อสารตรงนี้ให้กับทางผู้นําเข้าได้ โดยเฉพาะสินค้าที่มีการใช้ ส่วนผสมท้องถิ่นที่ชาวต่างซาติอาจไม่คุ้นชิน
3) ตลาดผู้บริโภคยุโรปมีกําลังซื้อ (แต่ก็ใช้จ่ายยาก) เศรษฐกิจอียูยังแข็งแรงและขยายตัวต่อเนื่องและแข็งแกร่ง นอกจากนี้ธุรกิจบริการสุขภาพในยุโรปยังขยายตัวต่อเนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (aging society) ที่ทําให้ผู้บริโภคใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคอียูจะใช้จ่ายกับสินค้าฟุ่มเฟือยมากขึ้น เช่น ตลาด สินค้าสปาในเยอรมนีมีคู่แข่งเป็นเครือร้านขายยาอย่าง DM และRossman ที่จําหน่ายสินค้าสปาประเภทใช้เองที่บ้านหรือ Home Spaในราคาถูก ซึ่งสอดคล้องกับนิสัยการจับจ่ายของชาวเยอรมันที่ไม่ติดแบรนด์แต่เน้น “gut und günstig”หรือถูกและดี จึงทําให้การเข้าถึงตลาดยังเป็นเรื่องท้าทาย ดังนั้น ผู้ประกอบการที่สนใจ ควรศึกษาลักษณะของตลาดในแต่ละประเทศก่อนการตัดสินใจลงทุน โดยทางทีมงานฯ จะขอนําเสนอโอกาสของธุรกิจใหม่ ๆ ในยุโรปในฉบับต่อ ๆ ไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.globthailand.com
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
![]() | ![]() |
Comment
New!
ไลน์อัพงานสถาปนิก69
เตรียมพร้อมงานสถาปนิก 69
ASEAN Light + Design Expo 2025 ก้าวสู่อนาคตแสงสว่างและดีไซน์ ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านแสงสว่าง ดีไซน์ และสมาร์ทลิฟวิ่งร่วมงานกว่า 5,000 ราย
สถาปนิก 68 ทบทวนทิศทาง Past Present Perfect
Popular
ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน
สินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรกของไทย
การส่งกำลังโดยใช้สายพาน
ประเภทสกรูและน็อต อุตสาหกรรม






copyright © Tensho Co., Ltd.