เผาจริงแน่! เศรษฐกิจไทย สารพัดปัญหาซัดกระหน่ำ

2.7K



เผาจริงแน่! เศรษฐกิจไทย สารพัดปัญหาซัดกระหน่ำ

 
เศรษฐกิจไทย สารพัดปัญหาซัดกระหน่ำ
 

ท่าจะรอดยาก!!! กับเศรษฐกิจไทยที่ส่อแววไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทรุดแล้วทรุดอีก...เหมือนคนไข้ไอซียูในอาการโคม่า

ท่าจะรอดยาก!!! กับเศรษฐกิจไทยที่ส่อแววไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทรุดแล้วทรุดอีก...เหมือนคนไข้ไอซียูในอาการโคม่า ได้แต่ชะเง้อรอ “ปาฏิหาริย์” เข้ามาช่วยพลิกฟื้นปลุกสัญญาณชีพให้กลับขึ้นมายืนได้อีกครั้ง หลังจากถูกสารพัดปัจจัย สารพัดปัญหา เข้ามารุมเร้าไม่เว้นว่าง ทั้งที่พยายามจะโผล่น้ำมาหายใจ แต่ก็ถูกกดให้จมลึกลงไปอีก ทั้งปัญหาส่งออกที่ทรุดฮวบจนมองไม่เห็นทางออก อันเกิดจากเศรษฐกิจโลก รวมไปถึงความผันผวนเศรษฐกิจจีน

ไม่เพียงเท่านี้...ยังมีปัญหา ’ภัยแล้ง“ เข้ามาซ้ำเติมให้อีก ทั้งที่รัฐบาล ’ท็อปบู๊ต“ ได้พยายามงัดสารพัดวิธี เพื่อพยุงเศรษฐกิจภายในให้ค้ำยันผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลก เพื่อบรรเทาปัญหา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผล ทั้งการเบิกจ่ายภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชนหรือแม้แต่การใช้จ่ายของคนไทย กลับเกิดอาการ ’ฝืด“ ไม่ลื่นไหลเหมือนที่หวังทำให้เศรษฐกิจไทยต้องหยุดนิ่งไปดื้อ ๆ จนอาจทำให้เติบโตได้ไม่ถึง 3% ตามที่คาดหวังไว้

ปรับทีม ศก.ก็ไม่ดีขึ้น

ด้วยสารพัดปัจจัยปัญหาที่เกิดขึ้น และยังไม่สามารถหาทางออกทางแก้ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงกลายเป็นที่มาของกระแสข่าวการปรับ รมต.เศรษฐกิจในหลายครั้งหลายครา แม้ตัวของผู้นำรัฐบาลท็อปบู๊ต “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ปฏิเสธเสียงแข็งมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลที่ว่า...ปรับไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น มาโดยตลอดก็ตาม!

แต่การโปรดเกล้าฯ ประกาศรัฐธรรมนูญชั่วคราว แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2558 เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา จะมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกำหนดวิธีการจัดทำประชามติให้เหมาะสม แต่ก็เป็นการเปิดทางเอื้อให้กับใครหลายคนให้เข้ามาเป็นครม.ของรัฐบาลท็อปบู๊ตได้ด้วย

แม้...สังคมได้ตั้งความหวังรอ เพราะอาจได้เห็นข่าวดีเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยได้บ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วการปรับเปลี่ยน ครม.เศรษฐกิจในเวลานี้ ก็ใช่ว่าจะแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีเพราะทุกอย่างต้องใช้เวลา แม้แต่เรื่องของ “ความเชื่อมั่น” ก็ตาม

โลกยังซบเซาอีก 2 ปี

ดูอย่างที่ผ่านมา รัฐบาลได้หมายมั่นปั้นมือหวังให้การเบิกจ่ายภาครัฐ เป็นพระเอกเป็นกลไกหลักในการเดินหน้าเศรษฐกิจ ด้วยการเร่งทุกสรรพกำลังทั้งหน่วยงานรัฐ ทุกกระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานทุกแห่งให้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้มีเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายจนแล้วจนรอด! ทุกอย่างพลาดเป้าหมาย โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ในเมื่อไม่เห็นภาครัฐขยับ ภาคเอกชนก็ต้องรอไว้ก่อน เช่นกัน ไม่เพียงเท่านี้เมื่อทุกอย่างชะงัก ประกอบกับความเชื่อมั่นที่ไม่มี... ยิ่งทำให้คนไทยไม่กล้าใช้จ่าย แม้มีเงินอยู่ในมือก็ตาม ในเมื่อเงินไม่มีไม่หมุนเข้าระบบ เศรษฐกิจก็ไม่เดินหน้า ทุกอย่างจึงเป็นอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้

เศรษฐกิจในประเทศยังไม่เดินหน้า ขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจโลกยังหม่นหมอง โดย “หม่อมอุ๋ย-ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลท็อปบู๊ต ออกมากระแทกใจคนไทยเข้าให้อีกว่า แนวโน้มการค้าโลกยังซบเซาอีก 2-3 ปี เพราะสาเหตุหลักมาจากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศขนาดใหญ่และการลดลงของราคาน้ำมันโลกได้ฉุดราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าเกษตรทั่วโลกจนกำลังซื้อของประเทศผู้ส่งออกลดลง รวมทั้งไทยที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายค่าจ้าง 300 บาท จนสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทำให้เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นจึงไม่เหมาะที่จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทั่วไปเพราะจะทำให้เสียงบประมาณเปล่าประโยชน์แต่รัฐบาลจะเน้นเข้าไปอุดในจุดที่อ่อนแอโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรทั้งชาวนา ชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอย่างใกล้ชิด

ส่งออกดิ่งฉุดเติบโต

ที่สำคัญ “ภาคการส่งออก” จากการตั้งเป้าหมายตั้งแต่ต้นปีของทุกสำนักวิจัย ที่มองว่าปี 58 จะสามารถกลับมาฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลกไม่ว่าจะเป็นทวีปหรือประเทศมหาอำนาจขนาดใหญ่ยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น จีนกลับไม่ได้โลกสวยอย่างที่หวังไว้...และยังคงกดดันเศรษฐกิจครึ่งปีหลังให้จมอยู่กับที่เพราะแต่ละประเทศยังคงต้องเผชิญปัญหาภายในของตนเองกลับกลายเป็นด้านมืดส่งผลกระทบทวีคูณ ลามมาถึงไทยยากเกินหลีกเลี่ยงหรือสลัดทิ้ง หลุดพ้นออกไปได้

เมื่อย้อนดูจากตัวเลขที่หลายสำนักกางแผนประเมินตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่า เมื่อส่งออกขยายตัวได้ 4-5% จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 4% แต่เมื่อดูสถานการณ์แล้ว ความฝันความหวัง ต้องพังทลายลงราบเป็นหน้ากลอง จนทุกสำนักต้องเลิกฝันหันเข้ามาสู่ความเป็นจริง บางสำนักถึงขนาดหั่นเป้าหมายให้การส่งออกติดลบหรือไม่ขยายตัวกันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ปัจจัยที่ผู้ส่งออก ต้องเผชิญในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้คือ สถานการณ์ของกรีซที่มีผลต่อเงินยูโรที่จะตกต่ำลงต่อเนื่อง ความผันผวนของเศรษฐกิจและการเมืองโลกดัชนีราคาส่งออกสินค้าเกษตรลดลงต่อเนื่องและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยเฉพาะปัญหาด้านโลจิสติกส์ที่ต้องเร่งยกระดับประเทศการขับเคลื่อนการค้ารองรับการแข่งขันในอนาคต

จีนระส่ำกระหน่ำไทย

ขณะเดียวกันต้องเผชิญปัญหาที่ระส่ำระสายอย่างต่อเนื่องเมื่อเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อย่าง “ประเทศจีน” เกิดปัญหากะทันหันแบบไม่ทันตั้งตัวท่ามกลางโครงสร้างสะสมที่เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญอยู่ผ่านสัญญาณชะลอลงอย่างต่อเนื่องส่งผลให้จีนต้องหันมาผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อหยุดความร้อนแรงด้วยการปรับลดดอกเบี้ยไปแล้วกว่า 4 ครั้ง รวมถึงความผันผวนของตลาดหุ้นจีนที่ลดลงกว่า 30% หากยังคงลากยาวออกไปอาจส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงผ่านความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนประกอบกับแผนการลงทุนของภาคธุรกิจที่หยุดชะงักกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยล่าช้าออกไปอีกเพราะหากเทียบจีดีพีจีนที่เปลี่ยนแปลงไปเพียง 1% จะทำให้การส่งออกของไทยไปจีนเปลี่ยนแปลงถึง 1.8% และเมื่อเศรษฐกิจจีนปีนี้เติบโต 6.9% และมูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนหดกว่า 1% เท่านั้น

ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ตลาดหุ้นจีนที่เกิดขึ้นเป็นการทดสอบตลาดของนักลงทุนทั่วโลกที่เข้าไปลงทุนตามความเปลี่ยนแปลงจากเหตุการณ์เศรษฐกิจโลกเพราะเมื่อหุ้นปรับตัวขึ้นมากก็ปรับลดลงมาก เนื่องจากนักลงทุนเชื่อว่าตลาดหุ้นยุโรปอาจจะถูกกระทบจากเหตุการณ์ของกรีซจนส่งผลต่อตลาดหุ้นจีนที่มีการลงทุนสูงส่งผลให้นักลงทุนต้องปรับเปลี่ยนการลงทุนจากตลาดหุ้นย้ายมาตลาดพันธบัตรที่เริ่มมีแนวโน้มมากขึ้นเพราะเมื่อตลาดหุ้นที่ไหนปรับลดลงตลาดหุ้นอื่นก็จะปรับลดตามไปด้วยแต่เชื่อว่าเงินดังกล่าวต้องมีที่ลงและอาจไหลกลับมาลงในประเทศอื่นมากขึ้นก็ได้ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นมีทั้งบวกและลบและแน่นอนว่าไทยก็ต้องรับบททดสอบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังอย่างยิ่ง

ภัยแล้งเสียหายทวีคูณ

ล่าสุด...ปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงมากที่สุดในรอบ 30 ปีกลายเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดของเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังอย่างยากจะหาทางหลบเลี่ยงได้ด้วยเพราะความเสียหายส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้นกระทบกับพื้นที่ปลูกข้าวทำให้ปริมาณผลผลิตและคุณภาพลดลงส่งผลเชื่อมโยงต่อรายได้ของเกษตรกรลดลง ทำให้การใช้จ่ายในชุมชนผ่านประชาชนฐานรากที่มีการใช้จ่ายรวดเร็วผ่านการซื้ออุปโภคบริโภคต้องชะลอลงแบบสงบนิ่งเนื่องจากต้องเก็บออมเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินเพราะเมื่อรายได้ที่มีจำกัดส่งผลให้ภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการกู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้เก่ากู้ยืมเงินเพื่อลงทุนเพาะปลูกรอบใหม่และกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่พอกพูนขึ้นมาเรื่อย ๆ ประกอบกับข้อมูลล่าสุดของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่ระบุว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากภาวะภัยแล้งตั้งแต่เดือน ต.ค. ปี 57 จนถึงปัจจุบันทำให้มูลค่าเงินหายไปจากระบบรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นสูงถึง 68,144 ล้านบาทกระทบต่อจีดีพีของไทยกว่า 0.52%

ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลายสำนักต้องนำปัญหาภัยแล้งเข้ามาเป็นอีกหนึ่งดัชนีในการคำนวณเศรษฐกิจไทย และนั่นหมายความว่าตัวเลขเศรษฐกิจย่อมลดลงตามไปด้วย เพราะมูลค่าความเสียหายที่กระจายไปทั่วทุกกลุ่มคนไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่รายได้หดหาย กระทบต่อกำลังซื้อลามไปถึงภาคการผลิตอย่างผู้ประกอบการเอกชนที่ไม่สามารถขยายธุรกิจหรือผลิตสินค้าออกมาได้เนื่องจากกำลังซื้อที่หดตัวอย่างรุนแรง

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลได้สั่งการให้แบงก์รัฐ ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ที่ประสบปัญหาจากภัยแล้งทั้งการยืดระยะเวลาชำระหนี้หรือออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแต่ไม่ได้ช่วยให้ตรงจุดเพราะความสามารถในการประกอบอาชีพไม่ได้สอดคล้องกับความต้องการสินเชื่อรวมไปถึงที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต)7% ที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.นี้ออกไปอีก 1 ปีเพราะเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในภาวะย่ำแย่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเพิ่มแวตขึ้นได้เพราะไม่ต้องการซ้ำเติมให้กำลังซื้อแย่ลงไปกว่านี้อีก

เห็นทีเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ คงเข้าสู่ภาวะ “เผาจริง” เพราะเมื่อหันไปทางไหนก็มีแต่ “ข่าวร้าย” ณ เวลานี้ คงได้แต่รอผลเท่านั้น!.

 

วุฒิชัย มั่งคั่ง

 

ข้อมูล : http://www.dailynews.co.th/economic/335876
รูปภาพ : http://www.tnews.co.th/html/content/88888/

sendLINE

Comment