แนะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เพิ่มมูลค่าสินค้ารับเงินหยวน

1.9K



แนะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เพิ่มมูลค่าสินค้ารับเงินหยวน

 
แนะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เพิ่มมูลค่าสินค้ารับเงินหยวน
 

จีนปฏิวัติเงินหยวนหวังให้เศรษฐกิจจีนโดยรวมดีขึ้น และยังครองการเป็นยักษ์ใหญ่แห่งซีกโลกตะวันออกต่อไปได้ ด้านสภาวัฒนธรรมไทย-จีนฯ แนะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เพิ่มมูลค่าสินค้ารับเงินหยวน

โลกกำลังสั่นสะเทือน...หลังจากจีนได้ออกมาปฏิวัติเงินหยวนไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อให้ค่าเงินหยวนกลายเป็นเงินสกุลหลักของโลก เป็นสกุลที่ 3 รวมทั้งอีกสารพัดวัตถุประสงค์ เพราะหวังผลให้เศรษฐกิจจีนโดยรวมดีขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และยังครองการเป็นยักษ์ใหญ่แห่งซีกโลกตะวันออกต่อไปได้

ด้วยเหตุนี้! ทำเอาบรรดาตลาดเงิน ตลาดทุนทั่วโลก เกิดอาการยวบยาบลงกันทันตาเห็นทีเดียว ไม่เว้นแม้แต่...ไทย...ที่รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น จนหลายฝ่ายต่างออกอาการหวาดผวาให้เห็น โดยเฉพาะการซ้ำเติมปัญหาส่งออกของไทยที่กำลังจมดิ่งให้ดิ่งเหวลึกลงไปมากขึ้นอีก และอาจลุกลามไปถึงการท่องเที่ยวไทย ที่เวลานี้ได้หมายมั่นปั้นมือให้นักท่องเที่ยวจีนขึ้นแท่นกลายเป็นเบอร์หนึ่งของไทย

แม้ว่า “จ้าง เชียวฮุย” ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารกลางจีน ได้ออกมาสยบอาการตื่นเงินหยวนอ่อนค่า โดยยืนยันว่าเวลานี้ยังไม่มีพื้นฐานใดที่ทำให้เงินหยวนลดค่าไปกว่านี้แล้ว และจะรักษาเงินหยวนให้อยู่ในสถานะที่มั่นคง สมดุล ซึ่งธนาคารจีนพร้อมที่จะเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที หากเกิดความผันผวนมากเกินไป

แต่...ถ้อยแถลงนี้ ยังไม่ได้ทำให้ทั่วโลกวางใจเท่าใดนัก แม้อาการสั่นสะเทือนได้ลดน้อยถอยลงไปบ้างก็ตาม

สำหรับประเทศไทยแล้ว...ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า การพลิกประวัติศาสตร์ค่าเงินหยวนครั้งนี้ ย่อมส่งผลกระทบกับไทย ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน!!!

โอกาสนี้ “ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์” จึงขอนำมุมมองอีกด้านของผู้ที่เชี่ยวชาญเศรษฐกิจจีนมานำเสนอ เพื่อเป็นข้อคิดข้อแนะนำให้กับผู้ประกอบการ พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยแข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก

ลดค่าหยวนจังหวะดี

พินิจ จารุสมบัติ” ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ กล่าวว่า การปรับลดเงินหยวนของจีนครั้งนี้ เป็นการประกาศแบบตูมเดียว โดยไม่มีใครรู้ล่วงหน้ามาก่อน แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะทำให้จีนได้ประโยชน์ถึง 3 เด้ง คือ ทำให้การส่งออกของจีนดีขึ้น หลังจากติดลบต่อเนื่องมา 2 เดือน เพราะสินค้าจีนจะมีราคาถูกลง รวมทั้งยังทำให้ศักยภาพของค่าเงินหยวนมั่นคง เพราะสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก หลังจากที่หลายประเทศเรียกร้องให้จีนลดค่าเงินลง เพื่อให้สมดุล พร้อมกับรองรับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ เตรียมประกาศให้ค่าเงินหยวนเป็นสกุลเงินหลักของโลกปลายปีนี้ด้วย

สุดท้าย...คือ จังหวะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลกหดตัว ทั้งในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป การบริโภคด้านต่าง ๆ ชะลอตัวทั่วโลก ราคาน้ำมันปรับลดลงต่อเนื่อง หากจีนประกาศปรับค่าเงินหยวนในช่วงเวลาเศรษฐกิจตัวเองแข็งแกร่งก็เปล่าประโยชน์ แต่ประกาศปรับในช่วงเวลานี้ ทุกคนขานรับหมด ไม่มีใครกล่าวหาประเทศจีน และส่งผลให้การเคลื่อนไหวค่าเงินทั่วโลกอ่อนค่าลงเช่นกัน ถือว่าเป็นจังหวะที่ดีของจีน

ต้องมองระยะยาว

ถ้าพูดถึงผลกระทบที่มีต่อไทยแล้ว “พินิจ” ชี้ให้เห็นด้วยว่า การมองจีนต้องมองหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ มิติ เพราะจีนถือเป็นประเทศที่มีประชากรมากสูงถึง 1,300 ล้านคน มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีผู้นำที่เก่งกาจ กล้าหาญ แม้ในระยะสั้นอาจมีผลต่อการซื้อสินค้าไทยน้อยลงบ้าง แต่ก็ต้องมองสินค้าเป็นรายประเภท ไม่ใช่เหมารวมว่าเกิดจากความต้องการลดลงด้วยหรือไม่ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ที่ก็ต้องการลดลงทั่วโลก

แต่หากมองเรื่องของสินค้าเกษตร คนจีนก็ยังต้องการบริโภคเช่นกัน แต่ระยะยาวแล้วเห็นว่าเป็นผลดีต่อไทยมากกว่า เพราะเศรษฐกิจจีนจะแข็งแกร่งขึ้น ขณะที่ไทยและจีนต่างมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันมายาวนานอยู่แล้ว มีสินค้าส่งออกไปจีน 5 อันดับ คือ เม็ดพลาสติก มันสำปะหลัง ยางพารา อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และเคมีภัณฑ์

ขณะที่บางคนมองว่า ในตลาดอาเซียน ต่อไปจีนจะเป็นคู่แข่งไทย เพราะสินค้าจีนถูกลง แต่ไม่อยากให้มองลักษณะนั้น เพราะสินค้าไทยมีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับเรื่องคุณภาพอยู่แล้วในตลาดอาเซียน เช่น ในเวียดนาม จะซื้อรถจักรยานยนต์ฮอนด้าของไทย ซึ่งเราควรเป็นหุ้นส่วน เป็นพันธมิตรระหว่างกัน ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นคู่ค้าระหว่างกัน

เร่งพัฒนาคุณภาพสินค้า

สิ่งสำคัญ... ณ เวลานี้ ผู้ประกอบการไทยต้องพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส ด้วยการเร่งพัฒนาสินค้า และศักยภาพของตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพสินค้า ต้องมีคุณภาพมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีเข้ามาพัฒนา เพื่อทำให้สินค้าไทยขายได้แพงขึ้น หนีจากตลาดล่างขึ้นไปสู่ตลาดบนมากขึ้น เช่น จากเดิมขายได้ 100 หยวน พัฒนาแล้วต้องขายได้ 300-400 หยวน เพราะขณะนี้ประเทศจีน เข้าสู่ยุคเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่คนรุ่นใหม่ ที่มีทรัพย์สินมากขึ้น มีความรู้มากขึ้น มีการเลือกใช้สินค้าบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น หากผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดระดับบน (พรีเมียม)ได้ ไม่ว่าราคาสูงเท่าไรคนจีนก็จะเลือกซื้อ เช่น ข้าวหอมมะลิ ราคาสูงแค่ไหนก็จะซื้อ เพราะข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้าพรีเมียม หาซื้อได้แค่ประเทศไทย

ส่วนการลงทุนนั้น ผู้ประกอบการไทยควรหาพาร์ทเนอร์ลงทุนร่วมกับผู้ประกอบการจีน อย่าเป็นคู่แข่งกัน ให้เป็นพาร์ทเนอร์กันดีที่สุด มีกำไรร่วมกัน และควรดึงนักลงทุนจีนเข้ามาตั้งโรงงานในไทย เน้นการแปรรูปสินค้า ไม่ใช่เน้นขายเฉพาะวัตถุดิบเท่านั้นเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

ต้องเจาะรายสินค้า

ไม่เพียงแค่นี้ ... ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ ยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า นอกจากเอกชนที่ต้องปรับตัวเองพัฒนาสินค้าพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว ภาครัฐเองก็ต้อง เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพสินค้าเป็นรายสินค้าด้วยเช่นกัน ต้อง เจาะลึกรายละเอียดของแต่ละประเภท เช่น ข้าว ผลไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงพาณิชย์ ต้องให้ความรู้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการ เจาะลึกรายละเอียดเลยว่า ผู้บริโภคจีนต้องการสินค้าประเภทนี้อย่างไร รสชาติอย่างไร โดยเฉพาะผลไม้ 4 ชนิดที่จีนนิยมมากคือ มังคุด ขณะนี้ถึงขนาดห่อเป็นลูก ๆ เพื่อไม่ให้มียาง หรือทุเรียน รสชาติต้องเป็นอย่างไร

รวมไปถึงลำไย ที่ต้องเป็นลำไยจากอำเภอแก่งหางแมว อำเภอเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรีเท่านั้น ที่ส่งออกแล้วมีคุณภาพดี เพราะเป็นลำไยที่แห้ง ไม่มีน้ำมากเหมือนลำไยที่ลำพูน หรือจะเป็นกล้วยไข่ ที่เวลานี้เกษตรกรเองได้ใช้แผ่นฟอยล์มาหุ้มห่อ เพื่อให้ลูกมีลักษณะสวย เป็นต้น

ของเหล่านี้...ทุกอย่างต้องพัฒนา ต้องใช้นวัตกรรมเข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้สินค้าของไทยมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และหนีคู่แข่งได้แน่นอน

สินค้าต้องดีกว่าเดิม

ด้าน “สมภพ มานะรังสรรค์” อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ แนะนำว่า ผู้ประกอบการของไทยจำเป็นต้องเตรียมตัว และรู้ทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ ภายหลังจากที่จีนลดค่าเงินหยวน ก่อนที่จะปรับตัวให้อยู่รอด โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เป็นคู่ธุรกิจกับจีน เนื่องจากสินค้าที่ส่งไปขายประเทศจีนมีราคาสูงขึ้น สิ่งที่ช่วยได้... คือ คุณภาพของสินค้าต้องดีกว่าเดิม และต้องรักษาตลาดจีนให้อยู่ เพราะจีนเป็นตลาดใหญ่ที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งมานาน และมูลค่าการส่งออกมากถึงปีละ 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จี้รัฐสื่อสารข้อมูลให้ชัด

ขณะเดียวกัน ยังมีสิ่งที่ต้องเร่งทำอย่างเร่งด่วน คือ ฟากของนโยบายทางการเมือง โดยตัวของรัฐบาลเองต้องหาวิธีสร้างการรับรู้ กระจายไปถึงผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศจีน ให้รู้ว่าจะต้องเตรียมตัว หรือมีช่องทางช่วยแก้ไขปัญหาอย่างไร เพราะจากนี้ เศรษฐกิจของจีนจะไม่ขยายตัวเหมือนในอดีตที่โตถึงสองหลักอีกต่อไปแล้ว หน้าที่ของรัฐบาลในตอนนี้ก็ต้องมอบหมายส่วนราชการ และกระทรวงที่รับผิดชอบไปหาช่องทางการสื่อสารให้ถึงมือผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อให้เขาได้รู้ว่า จากนี้จะต้องเตรียมตัวอย่างไร ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้เสียแต่เนิ่น ๆ

“ต้องยอมรับว่า หัวรถจักรที่สำคัญที่สุด ที่ช่วยลากจูงเศรษฐกิจโลก คือ เศรษฐกิจจีน ที่ผ่านมามีการคำนวณออกมา คร่าว ๆ ว่า การที่จีดีพีโลกจะโต 1% มีผลมาจากเศรษฐกิจจีนถึง 0.3% หรือมีสัดส่วนมากถึง 30% ของการทำให้เศรษฐกิจโลกโตได้ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจสหรัฐ ค่อย ๆ ชะลอตัว หรือโตน้อยลงมาก อีกอย่างสหรัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาคการเงิน แตกต่างจากจีน ที่ขับเคลื่อนด้วยภาคเศรษฐกิจจริง หรือเป็นเรียลเซคเตอร์ ทั้งการผลิต และการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมีอานิสงส์ต่อเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา เช่นประเทศไทยที่ส่วนใหญ่ยังเป็นเศรษฐกิจที่อิงกับประเทศเศรษฐกิจจริง เช่น จีน ที่มีการนำเข้า และส่งออกเป็นหลัก”

การเงินโลกป่วน

สมภพ” บอกว่า การที่เศรษฐกิจทั้งโลกจะได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ คิดว่าหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก คงต้องใช้ตัวแปรของค่าเงินเข้ามาช่วยรักษาการค้าของตัวเอง ไม่ให้เสียเปรียบ และจากวันนี้เป็นต้นไป หลังจากจีนลดค่าเงินของตัวเองลง ยังส่งผล กระทบต่อตลาดเงินโลกปั่นป่วนมากกว่าเดิม เนื่องจากจีนเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดการเงินโลก ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นแบบรุนแรงมาก่อน เพราะที่ผ่านมาการปั่นป่วนมักจะเกิดขึ้นเฉพาะตลาดทุนโลก ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น

ส่งออกไทยอ่วมแน่

ขณะที่ภาคการส่งออก แน่นอนว่าได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะจีนจะลดการนำเข้าสินค้า เห็นได้จากตัวเลขส่งออกสินค้าจากไทยไปจีน เดิมเคยโตถึง 13-14% แต่ตอนนี้อาจเหลือ 11% ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาใหญ่ที่จะตามมาต่อจากนี้ได้อย่างชัดเจน เมื่อมองภาพกว้าง ยังพบว่า ปัจจุบันการค้าโลกมีจีนเป็นห่วงโซ่อุปทานหลัก หรือเป็นห่วงโซ่อุปทานของโลกเลยก็ว่าได้ เมื่อค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง ทุกประเทศทั่วโลกที่ส่งออกสินค้าไปจีนจะทำได้ยากขึ้น

เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่เจอปัญหานี้โดยตรง และที่น่าสนใจ คือ การส่งออกของไทยไปตลาดอาเซียน ที่มีสัดส่วน 1 ใน 4 ของยอดการส่งออกรวมทั้งหมด จึงพลอยได้รับผลกระทบทางอ้อมไปด้วย เพราะทุกประเทศในอาเซียนต่างเป็นคู่ค้ากับจีน โดยมีมูลค่ามากถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เมื่อจีนนำเข้าน้อยลง การส่งออกไปอาเซียนจึงทำได้ยากขึ้นด้วย

ท่องเที่ยวยากลำบาก

ส่วนการท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้เป็นกลไกหลักตัวเดียวที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัว... จากนี้คงเป็นไปได้ยากมากขึ้น เพราะคนจีนลดการเดินทางมาท่องเที่ยวในต่างประเทศมาก เช่น ล่าสุดมีสำนักข่าวต่างประเทศได้สอบถามนักท่องเที่ยวจีนรายหนึ่ง ยอมรับว่า ตอนนี้ลดการเดินทางท่องเที่ยวลง จากเดิมที่คิดจะไปเที่ยว 2 ประเทศ เหลือประเทศเดียวและคงเที่ยวใกล้ ๆ รวมทั้งลดการใช้จ่ายช่วงท่องเที่ยวลงด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะแม้ว่าปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวของจีนเดินทางมาไทยมากถึง 4.6 ล้านคน หรือ 18% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่มาเที่ยวไทย ขณะเดียวกันเมื่อปี 57 คนจีนยังเดินทางเที่ยวรอบโลกมากกว่า 100 ล้านคน ใช้เงินไปกว่า 1.62 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทีเดียว พอเกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้น เชื่อว่าการท่องเที่ยวคงได้รับผลกระทบตามมาไม่มากก็น้อย ดังนั้น... ผู้ที่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมความพร้อม และหาวิธีรักษาตลาดนี้ไว้ให้ได้

 

แม้เวลานี้...อาจไกลไปสำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทย แต่ในทุกความเห็น เปรียบเหมือนโอกาสของผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกด้าน ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนจะให้ความสำคัญ และนำความคิด นำข้อเสนอแนะ จากบรรดากูรู คนที่เชี่ยวชาญเรื่องของจีนไปปรับใช้หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคนที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ที่รู้จักใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส!!!.


ทีมเศรษฐกิจ
เดลินิวส์

 

ข้อมูล : http://www.dailynews.co.th/economic/342161
รูปภาพ : http://www.posttoday.com/world/asia/283772

sendLINE

Comment