เดินหน้าอัดสารพัดมาตรการ หวังพลิกวิกฤติเศรษฐกิจชาติ

1.1K



เดินหน้าอัดสารพัดมาตรการ หวังพลิกวิกฤติเศรษฐกิจชาติ

 
เดินหน้าอัดสารพัดมาตรการ หวังพลิกวิกฤติเศรษฐกิจชาติ
 

"ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์" ได้รวบรวม "สารพัดภารกิจ" ของบรรดาขุนพลเศรษฐกิจในรัฐบาล ที่จะใส่เกียร์เต็มสูบเพื่อให้ภารกิจหรือมิชชั่นพลิกชีพเศรษฐกิจนั้นเดินหน้าต่อไปให้ได้เร่งกระตุ้นคู่ขนาน


ในวงประชุม ครม. รอบล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่ขุนพลทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ นำโดย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมวงประชุมเป็นครั้งแรก ซึ่งนายกฯ “บิ๊กตู่” ได้ฝากความหวังให้ทีมเศรษฐกิจชุดนี้ ช่วยเร่งขับเคลื่อนงานด้านต่าง ๆ ให้เห็นผลสำเร็จภายใน 3 เดือน


โอกาสนี้ "ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์" ได้รวบรวม "สารพัดภารกิจ" ของบรรดาขุนพลเศรษฐกิจในรัฐบาล ที่จะใส่เกียร์เต็มสูบเพื่อให้ภารกิจหรือมิชชั่นพลิกชีพเศรษฐกิจนั้นเดินหน้าต่อไปให้ได้เร่งกระตุ้นคู่ขนาน


เริ่มต้นจากหัวหน้าทีม “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ซึ่งหลังจากรับตำแหน่งก็เป่านกหวีดลุยงานทันที โดยเฉพาะการเร่งสารพัดวิธีมากู้วิกฤติเศรษฐกิจชาติให้ฟื้นโดยเร็ว ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานล่าง ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศกลับมาลืมตาอ้าปากได้ ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะมีการชงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วนเสนอเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น และภูมิภาคให้เดินหน้าต่อไป เพราะจะทำให้เศรษฐกิจทั้งประเทศเดินได้


รวมการมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค ทั้งการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันที่ไทยยังแข่งขันได้ยาก และมีสินค้าหลายรายการมีมูลค่าส่งออกลดลง ดังนั้นวิธีแก้ไขจำเป็นต้องผลักดันให้มีการลงทุนครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานประเทศ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยตอนนี้ไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกได้ จำเป็นต้องมีการเร่งลงทุนกระจายไปพื้นที่ต่างจังหวัด และท้องถิ่น โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน เพื่อให้ทั้ง 76 จังหวัดมีจุดขายเป็นของตัวเอง


เติมเงินหนุนรากหญ้า


ถัดมาดูกระทรวงการคลังที่เป็นกระเป๋าเงินใหญ่ ทั้งในการหารายได้ และจัดทำงบประมาณรายจ่ายของประเทศ ซึ่งนายสมคิดได้เพื่อนซี้ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ” มานั่งขุนคลัง โดยเจ้าตัวก็ออกมารับลูก และมีนโยบายเร่งด่วนต้องทำใน 1 เดือน คือการเร่งเติมเงินให้กับประชาชนรากหญ้า เกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ดอกเบี้ยต่ำได้ง่ายขึ้น ผ่านกลไกสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ รวมถึงกระตุ้นโครงการลงทุนย่อย ๆ ในท้องถิ่น ในภูมิภาค เพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานล่างหรือหมุนเวียนในรากหญ้า

ขณะเดียวกันจะเร่งพัฒนาขยายฐานจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มรายได้เข้าคลัง และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เช่น การพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการใช้ระบบบัญชีเดียว โดยมีภาครัฐเป็นพี่เลี้ยงในการปรับตัว รวมถึงการเร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อรองรับการแข่งขันในอาเซียน


เข็น 17 โครงการ 1.6 ล้านล้าน


ขณะที่ด้านการลงทุน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจในช่วงนี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ได้ประกาศแจ่มชัดชู 5 ยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในปี 58-59 จะมีการเข็นโครงการลงทุนเมกะโปรเจคท์ถึง 17 โครงการ มูลค่ากว่า 1.6 ล้านล้านบาททีเดียว ซึ่งมีทั้ง โครงการมอเตอร์เวย์ 3 สาย รถไฟทางคู่ 3 สาย รถไฟไฮสปีดเทรน รถไฟฟ้าในเมือง 4 เส้นทาง รวมไปถึงแผนพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน การหมุนเวียนเศรษฐกิจเพื่อให้จีดีพีปี 59 ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 1%

นอกจากนี้มีการเร่งแก้ปัญหามาตรฐานความปลอดภัยทางการบิน ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) ให้เสร็จภายในปี 59 เพื่อเร่งสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการบิน และการท่องเที่ยวกลับคืนมา


ฟื้นฟูท่องเที่ยวรับไฮซีซั่น


แม้ “กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา จะไม่ใช่ รมต. หน้าใหม่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การท่องเที่ยวเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยเข็นเศรษฐกิจให้ฟื้นอย่างรวดเร็ว โดยงานหินคือการออกมาตรการเยียวยา และแคมเปญกระตุ้นให้ชาวต่างชาติกลับมาเที่ยวไทย หลังเพิ่งเผชิญเหตุการณ์ระเบิดย่านราชประสงค์ รวมถึงต้องต่อสู้กับปัจจัยลบเศรษฐกิจโลกที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก เนื่องจากอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเข้าสู่ฤดูทำเงิน ไฮซีซั่นแล้ว ขณะที่ตลาดท่องเที่ยวในประเทศ ก็ไม่สามารถละเลยได้ จึงจำเป็นต้องกระตุ้นให้คนไทยเท่ียวไทยกันเอง ทั้งจี้ให้ข้าราชการจัดประชุมสัมมนาต่างจังหวัด รวมถึงออกมาตรการจูงใจ เช่น การขยายมาตรการลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับการท่องเที่ยว การอบรมสัมมนา เพื่อปั้นรายได้สู่ฝั่งฝัน 2.2 ล้านบาท


แก้ปากท้อง-เพิ่มรายได้


งานช้างที่รอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งทำ คือแก้ไขการทำมาหากิน และปัญหาปากท้องให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งในรอบนี้ได้ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” ศิษย์ก้นกุฏิของรองฯ สมคิด มานั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ เดินหน้าคู่ไปกับ “อภิรดี ตันตราภรณ์” ที่ขยับชั้นขึ้นมานั่งเก้าอี้ี รมว.พาณิชย์ ดังนั้นจึงน่าจะเห็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่หวือหวากว่าเดิม ทั้งการเพิ่มเงินในกระเป๋าชาวบ้าน และอาจเห็นนโยบายประชานิยมอ่อน ๆ เข้ามาแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร เพื่อนำเงินใส่มือเกษตรกรให้ไปจับจ่ายหมุนเวียนโดยเร็วที่สุด

ส่วนการแก้ปัญหาของแพง ในหลายยุคที่ผ่านมาต้องบอกว่าสอบตก ชาวบ้านจึงอยากให้เห็นอะไรใหม่ ๆ นอกจากโครงการธงฟ้าแบบชั่วคราว โดยเฉพาะการฝากความหวังไว้กับคอนเนคชั่นของ รองนายกฯ สมคิด กับบรรดาภาคเอกชน เจ้าสัวรายใหญ่ ๆ ที่ผลิตสินค้าป้อนคนไทยเกือบทั้งประเทศว่า จะมีแคมเปญลดค่าครองชีพที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนกว่าเดิมแค่ไหน รวมถึงการดึงผู้ผลิตรายย่อย เอสเอ็มอี ให้มีเวทีค้าขายโดยตรงถึงผู้บริโภค เพื่อหวังตัดตอนวงจรการค้ากำไรเกินควร จากบรรดาพ่อค้าคนกลางทั้งหลายแหล่


ลุยสางปมสัมปทาน


โจทย์ใหญ่ที่เจ้ากระทรวงพลังงานคนใหม่ “พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์” ขอเวลาสะสางไว้ 3 เดือนก่อนตัดสินใจ มีทั้ง การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 การผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยระบุว่า หากเป็นเรื่องเร่งด่วนก็ต้องดำเนินการ ต้องทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ พร้อมพูดคุยกับทุกฝ่าย

ส่วนเรื่องของราคาเอ็นจีวี น่าจะลอยตัวตามแผนเดิมที่วางไว้ เพราะราคาในขณะนี้ใกล้เคียงกับราคาตลาดอยู่แล้ว ไม่น่ามีปัญหาอะไร ขณะที่แอลพีจีภาคขนส่งขณะนี้ ยังเสียภาษีน้อยอยู่ คงจะต้องทำให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น ให้เร่งดำเนินการใน 3 เดือน มีเรื่องสำคัญสุดคือการดูแลการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เกิดความสมดุล ไม่กระทบต่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะการลอยตัวราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) จะทำได้หรือไม่ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากภาคขนส่ง และชาวบ้านที่อยากให้ปรับลดลง หลังจากขณะนี้ไทยยังขาย กก.ละ 13 บาท ต่ำกว่าตลาดโลก 14 บาท


อัดฉีดเงินอุ้มเอสเอ็มอี


ด้านกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้ลูกหม้ออย่าง นางอรรชกา สีบุญเรือง อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ขึ้นแทนนั่ง รมว. อุตสาหกรรม การสานงานต่อจึงมีความต่อเนื่องเมื่อเทียบกับกระทรวงอื่น ๆ โดยภารกิจใหญ่สุด คือ การเร่งสานต่อแผนกระตุ้นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย ให้มีความเข้มแข็งเต็มรูปแบบและแข่งขันได้ โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน สินเชื่อ ดอกเบี้ยถูก ซึ่งเป็นเรื่องที่รองนายกฯ สมคิด ให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นอีกรากฐานของเศรษฐกิจไทยรวมทั้งการสานต่อ พ.ร.บ. แร่ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ล่าสุดได้มีการหารือร่วมกันไปแล้วเพื่อผลักดันให้เรื่องนี้เดินหน้าต่อไปให้ได้ ไม่ล้มกันไปกลางคันเสียก่อน เพราะเป็นเรื่องที่บรรดาภาคเอกชนเองต้องการความชัดเจนให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

 

เหล่านี้ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ขุนพลทีมเศรษฐกิจ ภายใต้แม่ทัพรองนายกฯ สมคิด จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ใน 3 เดือน เพราะท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังแขวนบนเส้นด้ายแบบนี้ ประเทศไทยไม่สามารถลองผิดลองถูกได้อีกแล้ว.

 

ทีมเศรษฐกิจ

เดลินิวส์

 


ข้อมูลและรูปภาพ : http://www.dailynews.co.th/economic/344377

sendLINE

Comment