เปิดตัว ไทยเดลิเชียส 14 เมนูเด็ด รสไทยแท้ดั้งเดิม ส่งขายนอก

1.8K



เปิดตัว 'ไทยเดลิเชียส' 14 เมนูเด็ด รสไทยแท้ดั้งเดิม ส่งขายนอก

 
เปิดตัว 'ไทยเดลิเชียส' 14 เมนูเด็ด รสไทยแท้ดั้งเดิม ส่งขายนอก
 


เปิดตัว 14 เมนูเด็ด “ผัดกะเพรา-ข้าวคลุกกะปิ-ต้มยำกุ้ง-แกงเขียวหวาน-น้ำพริกอ่อง-ไส้อั่ว” รสชาติไทยแท้ดั้งเดิมเสิร์ฟพร้อม “อุ” ออกขายทั่วโลก ภายใต้แบรนด์ “Thai delicious” ทำร้านต้นแบบให้ชาวต่างชาติได้ลิ้มรส ทั้งที่ไทย สวีเดน และญี่ปุ่น เผยสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรีย รุมตอม ชี้ 2 หมื่นร้านอาหารไทยในต่างแดน ต้องเร่งปรับตัวเพราะคนต่างชาติติดใจในรสไทยแท้

อาหารไทยก้าวเข้าสู่ครัวโลกให้ชาวต่างชาติได้ลิ้มชิมรสชาติดั้งเดิมที่มีมาสมัยโบร่ำโบราณ เปิดเผยเมื่อวันที่ 6 ต.ค. โดยนายสุรอรรถ ศุภจัตุรัส ผจก.ฝ่ายนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการศูนย์รสชาติอาหารไทย หรือ Thai delicious เพื่อสร้างเอกลักษณ์และมาตรฐานรสชาติอาหารไทย ให้ได้คุณภาพไม่ผิดไปจากตำรับดั้งเดิม ภายใต้แนวคิด อาหารไทยไม่ว่าครัวไหน ต้องมีรสชาติไทยเดียวกัน ส่งผ่านความอร่อยจากครัวไทยสู่ครัวโลก เปิดเผยว่า ขณะนี้ สนช.ได้พัฒนาสูตรอาหารไทยดั้งเดิมที่มีรสชาติสากล จำนวน 14 สูตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ทดลอง ทดสอบรสชาติมาระยะหนึ่ง จนลงตัวรวมทั้งนำไปเปิดตัวตามสถานทูตไทยในประเทศต่าง ๆ ให้ชาวต่างชาติได้ชิม ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ประกอบด้วย ต้มยำกุ้งน้ำใส ต้มยำกุ้งน้ำข้น แกงมัสมั่น แกงเขียวหวาน ผัดไทย ข้าวซอย ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง แกงเหลือง ไก่กอ และผัดกะเพรา น้ำยำพริกเผา และข้าวคลุกกะปิ โดยจะมีการเปิดตัวร้านอาหารต้นแบบรสชาติอาหารไทยที่จะนำอาหารไทย 14 ชนิดไปจำหน่ายให้กับลูกค้าบริโภคใน 3 ประเทศ คือประเทศไทย ที่ร้านกะทิ ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 49 ซึ่งขณะนี้ได้ทดลองจำหน่ายแล้ว ปรากฏว่ามีลูกค้าชาวต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่นให้ความสนใจมากแทบทุกเมนู สามารถขายอาหารไทยจาก 14 เมนูได้ประมาณวันละ 7-8 หมื่นบาท โดยจะเปิดตัวปลายเดือน ต.ค.นี้

นายสุรอรรถกล่าวต่อว่า ร้านต้นแบบแห่งที่สอง จะเปิดตัวที่ประเทศญี่ปุ่น 2 ร้าน ร้านแรกจะขายอาหารไทยรสชาติต้นตำรับ 14 เมนู ส่วนร้านที่สองจะขายอาหารไทยประยุกต์หรือฟิวชั่น ฟู๊ด เป็นอาหารที่ผสมผสานกันระหว่างวัตถุดิบและสไตล์อาหารจาก 14 เมนูเด็ดของไทย ผสมผสานกับเมนูของประเทศญี่ปุ่น จำนวน 6 เมนู ประกอบด้วย ต้มยำกุ้ง กับ ยากิโทริ หรือไก่ย่างราดซอส ต้มยำกุ้ง กับนาเบะ หรือหม้อไฟน้ำซุปต้มยำรสเผ็ด ต้มยำกุ้งกับซารุโซบะ เทมปุระ หรือหมี่เย็น แกงเขียวหวานกับทาโกะยากิ แกงเขียวหวานกับสลัดผัก และแกงกะหรี่ผสมแกงเขียวหวานเนื้อ โดยที่ประเทศญี่ปุ่น อาหารไทยจากโครงการศูนย์รสชาติอาหารไทย ได้รับความสนใจจากบริษัทอาหารมากกว่า 300 บริษัท ร้านต้นแบบแห่งที่สาม จะเปิดที่ประเทศสวีเดนโดยที่ประเทศญี่ปุ่นและสวีเดน จะเปิดตัวประมาณต้นปีหน้า

ผจก.ฝ่ายนวัตกรรมฯ กล่าวอีกว่า เมื่อเปิดตัวร้านต้นแบบเสร็จเชื่อว่า ร้านอาหารไทยที่อยู่ในต่างประเทศกว่า 20,000 ร้านค้าจะต้องมีการปรับตัวกันพอสมควร เพราะเจ้าของกว่าครึ่งไม่ได้เป็นคนไทย ทำให้รสชาติอาหารไทยผิดเพี้ยนไปจากรสชาติเดิม ศูนย์รสชาติอาหารไทยหรือ Thai delicious จะเป็นเสมือนคลังสูตรมาตรฐานรสชาติอาหารไทยและศูนย์กลางในการจัดการและบริการด้านการรับรองมาตรฐานรสชาติอาหารไทย ตามมาตรฐานที่กำหนด การอบรมพ่อครัวแม่ครัวชาวไทยและต่างประเทศและธุรกิจแฟรนไชส์ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเครื่องปรุงรสสำเร็จรูป ที่ปรุงตามสูตรมาตรฐานอาหารไทย ร้านค้าที่อยากจะร่วมโครงการจะได้ตรา “Thai delicious” สามารถเข้ามาช่วยแก้ไข และตอบโจทย์ความต้องการอาหารไทยในต่างแดนต่อไปได้ ในอนาคตและจะเป็นตัวสร้างรายได้ที่สำคัญให้กับประเทศ ไทยมากกว่า 1 แสนล้านบาท เพราะขณะนี้ไม่ได้มีเพียงญี่ปุ่นและสวีเดนที่ให้ความสนใจ แต่ยังมีประเทศสหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรีย เป็นต้น ก็สนใจอยากให้ไปเปิด อย่าลืมว่าอาหารไทยได้รับความนิยมกว่า 93 ประเทศ และติด 1 ใน 4 อาหารยอดนิยมของโลก

นายสุรอรรถกล่าวต่อไปว่า ที่สำคัญ สนช.ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนภูมิปัญญาผู้ไทเรณูนคร ผลิตอุพร้อมดื่ม ยี่ห้อ “ทองแย้ม” ขึ้นมา เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มประจำชาติแทนไวน์ของต่างชาติ เพราะอุมีเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่ชาติอื่นไม่มี อุของไทยหมักจากข้าวหอมมะลิของไทย ใช้เทคโนโลยีการหมักและการถนอมอาหารด้วยความร้อน มีกลิ่นข้าว รำ สีของอุมีทั้งสีขาวและม่วงจากข้าวไรซ์เบอรี่ รสชาติและคุณภาพความปลอดภัย สะดวกต่อการบริโภค โดยจะเปิดตัวพร้อม 14 เมนูอาหารไทย นอกจากนี้ จะมีเครื่องมือตรวจวัดกลิ่นข้าวหอมไทยเครื่องแรกของโลก ลักษณะเป็นแท่นสแตนเลส ขนาดยาวและกว้างประมาณ 1 ฟุต ภายในตัวแท่นมีเซนเซอร์คอยตรวจค่าความหอมของข้าว ที่จะบรรจุผ่านกรวยที่ติดอยู่กับตัวเครื่อง จะช่วยพัฒนาข้าวหอมมะลิของไทยให้มีคุณภาพ เนื่องจากปัจจุบันข้าวหอมมะลิไทยหอมน้อยลง คือหอมไม่ถึง 5 PPM ขึ้นอยู่กับพื้นที่ปลูกกับวิธีการปลูก เครื่องมือนี้จะช่วยตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของข้าวได้ โดยใช้เวลาตรวจไม่เกิน 20 นาทีเท่านั้น เพราะข้าวหอมมะลิต้องกินคู่กับอาหารไทย และยังจะมีเครื่องตรวจวัดรสชาติอาหารแบบพกพา คล้ายปรอทวัดไข้ เมื่อจุ่มลงไปในอาหารจะมีเซนเซอร์คอยวัดความเข้มข้นของรสชาติว่าเป็นไปตามสูตรหรือไม่

 

 

ข้อมูลและรูปภาพ : http://www.thairath.co.th/content/530492

sendLINE

Comment