ชู 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย! หวังเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต

1.9K



ชู 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย! หวังเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต

 
ชู 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย! หวังเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต
 

 

ครม. อนุมัติ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต หวังขยับการลงทุนภาคเอกชน ตั้ง “สมคิด” ประธานเจรจาให้สิทธิประโยชน์เป็นรายบริษัท “อรรชกา” ชี้หากเพิ่มลงทุนภาคเอกชนได้ปีละ 10% จะดันจีดีพีไทยเติบโตได้ปีละ 5–6%

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ครม. มีมติเห็นชอบข้อเสนอ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต (New Engine of Growth) ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ประกอบด้วย การต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ มี 5 กลุ่ม ซึ่งเป็นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้วในประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปัจจัยผลิต โดยการลงทุนชนิดนี้จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะกลาง ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ, การเกษตรเชิงประสิทธิภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ และกลุ่มอาหารแห่งอนาคต หรือการแปรรูปอาหาร
ขณะที่อีก 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป็นรูปแบบของการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อเปลี่ยนรูปแบบสินค้าและเทคโนโลยี ได้แก่ กลุ่มหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม, อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์, อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, อุตสาหกรรมดิจิตอล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร โดยอุตสาหกรรมใหม่หรืออุตสาหกรรมอนาคตเหล่านี้จะเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมจะสามารถเพิ่มรายได้ของประชากรได้ประมาณ 70% จากเป้าหมาย ส่วนอีก 30% จะมาจากอุตสาหกรรมใหม่

“ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของภาคเอกชนไทยเติบโตน้อยมาก โดยช่วงปี 2549-57 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวเฉลี่ยปีละ 2% จึงเป็นผลว่าทำไมการขยายตัวของจีดีพีจึงขยายตัวในอัตราต่ำเฉลี่ยที่ 3.4% จากก่อนหน้านั้นช่วงปี 2543-48 การลงทุนขยายตัวเฉลี่ยปีละ 9% จีดีพี ช่วงนั้นขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5.3% และยังพบว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือเอฟดีไอที่เข้ามายังอาเซียน โดยสัดส่วนที่ประเทศไทยได้รับลดลงเฉลี่ยปีละ 6% ดังนั้น จำเป็นที่ไทยต้องเร่งรัดให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน โดยถ้ามีเป้าที่จะเพิ่มการลงทุนของเอกชน 10% ทุกปี จะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้นปีละ 5-6% ได้”

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมทั้ง 10 กลุ่ม การจะใช้แค่สิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ดังนั้น ต้องปรับวิธีการส่งเสริมการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมที่ไฮเทคมากที่ไทยต้องการมาสู่การเจรจากับนักลงทุนรายสำคัญ เหมือนที่ประเทศเพื่อนบ้านดำเนินการ โดยส่วนหนึ่งที่ไทยชักจูงนักลงทุนมาได้น้อยในช่วงที่ผ่านมา เพราะประเทศเพื่อนบ้านใช้วิธีการที่หากนักลงทุนต้องการสิ่งใดก็ยินดีที่จะสนอง ขณะที่ของไทยที่ผ่านมามีแต่สิทธิประโยชน์บีโอไอตายตัวอยู่แค่นั้น

นางอรรชกา กล่าวต่อว่า จะมีการตั้งคณะทำงานเจรจาโดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน คณะทำงานประกอบด้วย รมว.อุตสาหกรรม, รมว.คลัง และเลขาธิการบีโอไอ เป็นต้น เพื่อไปเจาะเจรจาเรื่องสิทธิประโยชน์กับนักลงทุนเป้าหมาย ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกเป็นรายๆไป โดยเบื้องต้นจะเพิ่มสิทธิประโยชน์นอกเหนือจากบีโอไอให้นักลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น การตั้งกองทุนสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน รวมทั้งมาตรการทางการคลัง เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 10-15 ปี ซึ่งมากกว่าบีโอไอที่ให้สิทธิสูงสุด 8 ปี หรือลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาให้กับผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย ให้เสียภาษี 15% เป็นต้น

นอกจากนี้ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ต้องมีมาตรการสนับสนุนพิเศษเพิ่มที่เหมาะสมแต่ละเรื่อง โดยแต่ละกระทรวงต้องเสนอมาตรการให้ ครม.พิจารณาเป็นเรื่องๆไป สำหรับทั้ง 10 กลุ่มอุตสาหกรรม แม้จะเป็นการมองอนาคตในระยะยาวแต่จะเน้นการลงทุนช่วง 1-2 ปีนี้ออกมาก่อน

ด้าน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.เห็นชอบมาตรการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางวิจัย พัฒนา หรือทดสอบสมรรถนะยานยนต์ต้นแบบในภูมิภาค โดยให้กระทรวงการคลังเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ ครม.พิจารณาภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วต่อไป สำหรับหลักการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการ เช่น สิ่งที่นำมาใช้เพื่อการวิจัย พัฒนา ทดสอบ และฝึกอบรมสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น การยกเว้นภาษีอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) และสามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ต้นแบบจากมูลค่าต้นทุนทั้งหมดมาใช้หักลดหย่อนภาษีเงินได้

ส่วนผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้นมีข้อกำหนดคือ ต้องเป็นผู้ดำเนินการวิจัย พัฒนาทดสอบสมรรถนะยานยนต์ ต้องเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ซึ่งส่งมอบรถยนต์หรือจักรยานยนต์ต้นแบบ ให้ผู้วิจัย พัฒนาและทดสอบส่วนรถยนต์หรือรถจักยานยนต์ต้นแบบที่ได้สิทธิประโยชน์ภาษีต้องไม่เคยวางจำหน่ายในไทย.

 

 

ข้อมูลและรูปภาพ : http://www.thairath.co.th/content/540128

sendLINE

Comment