กรมโรงงานฯ เตือน 8 กลุ่มเสี่ยงไฟไหม้

1.3K



กรมโรงงานฯ เตือน 8 กลุ่มเสี่ยงไฟไหม้

กรมโรงงานฯ เตือน 8 กลุ่มเสี่ยงไฟไหม้

        ดร.พสุ โลหารชุน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และรองโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงหน้าร้อนที่สุดในรอบปี โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงถึง 35-44 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย ซึ่งจากสถิติการเกิดไฟไหม้ของโรงงานทั่วประเทศเมื่อปี 2558 พบว่าอุบัติเหตุในโรงงานทั้งหมด กว่า 73% เป็นการเกิดไฟไหม้ซึ่งเกิดในอุตสาหกรรม 8 ประเภท ดังนี้ 1.อุตสาหกรรมสิ่งทอและเส้นใย 5% 2.อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ 8% 3.อุตสาหกรรมพลาสติก โฟม กระดาษ ยาง 13% 4.อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี สารเคมี 6% 5.อุตสาหกรรมสี ไวไฟ 2% 6.อุตสาหกรรมกากหรือขยะ 5% 7.อุตสาหกรรมอาหาร 6% และ 8.อุตสาหกรรมโกดังและคลังสินค้า 28% และพบว่า สาเหตุของการเกิดไฟไหม้บ่อยที่สุดคือ ไฟฟ้าลัดวงจร คิดเป็น 29% ของสาเหตุการเกิดไฟไหม้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ อีก เช่น การเชื่อม การซ่อมบำรุงที่ผิดวิธี การเสียดสีหรือสะสมความร้อนในกองวัสดุที่สามารถติดไฟได้ ความร้อนหรือประกายไฟจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า  เป็นต้น ทั้งนี้ กรมโรงงานฯ จึงได้เตรียมออกมาตรการเชิงรุกเพื่อลด จำนวนการเกิดอัคคีภัยและลดความเสี่ยงเกิดไฟไหม้ในโรงงานอุตสาหกรรม ดังนี้ 1.ฝึกอบรมเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย ในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกใช้อุปกรณ์ดับเพลิงอย่างถูกต้อง 2.เพิ่มความระมัดระวังงานที่ก่อให้เกิดประกายไฟ และความร้อนสูงเป็นพิเศษ เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้า การเชื่อม การตัด เจียร การเผา เป็นต้น 3.ให้ความสำคัญในการเก็บรักษา การจัดวางวัสดุ สิ่งของ วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ที่สามารถติดไฟได้ง่าย โดยจะต้องอยู่ในพื้นที่ระบายอากาศและถ่ายเท ไม่ให้เกิดการสะสมของไอระเหยของสารไวไฟ 4.เผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการเกิดเพลิงไหม้ ทั้งในรูปแบบเอกสารและทางเว็บไซต์ของกรมโรงงานฯ และแบบประเมินตนเอง (Self-Checklist) เกี่ยวกับอัคคีภัย เพื่อเป็นการประเมินสภาพความเสี่ยงของแต่ละโรงงานด้วยตนเองให้สามารถปรับปรุงแก้ไขความเสี่ยงให้อยู่ในระดับปลอดภัย

        อย่างไรก็ตาม กรมโรงงานฯ ยังแนะนำให้ทุกโรงงานจัดเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์ดับเพลิงและเส้นทางหนีไฟต่างๆ ควรตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช้ไฟฟ้ามากเกินพิกัด ควรมีอุปกรณ์แจ้งเตือนอัคคีภัยอัตโนมัติ และต้องระมัดระวังสาเหตุอื่นๆ ด้วย


ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

sendLINE

Comment